⚠️

แจ้งเตือนผู้ใช้งาน

เมนู"รูปภาพหลวงปู่"
มีการโหลดรูปภาพจำนวนมาก
เพื่อประหยัดอินเทอร์เน็ตของท่าน
กรุณาเชื่อมต่อ Wi-Fi ในการเข้าชม

กดปุ่ม "เข้าชมรูปภาพ" เพื่อเข้าสู่แกลเลอรี่
หรือกดปุ่ม "หน้าแรก" เพื่อกลับสู่หน้าหลัก

เอกายนมรรค หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง // ยมฺหิ ฌานญฺจ ปัญฺญา จ สเว นิพฺพานสนฺติเก ฌานและปัญญามีในผู้ใด ผู้นั้นปฏิบัติใกล้นิพพาน // นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าได้ประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเรา สำหรับเธอทั้งหลาย //
ประวัติหลวงปู่
อัตชีวประวัติสาวกบารมีญาณ
พระอรหันต์กึ่งพุทธกาล
“การออกเที่ยว เทศนา ของสาวก
เพื่อยอยก พระพุทธ ศาสนา
เพื่อเชิดชู คำสอน ศาสดา
ให้เจิดจ้า ไปชั่ว นิรันดร”
ประวัติพอสังเขป
เมืองกาฬสินธุ์ถิ่นกำเนิดพระอรหันต์ยุคกึ่งพุทธกาล ในปี พ.ศ.๒๓๒๐ ครั้งที่ลาวปกครอง โดยพระเจ้าสิริบุนสาน (ครองราชย์ พ.ศ.๒๒๙๔ - พ.ศ.๒๓๒๒) เกิดรบราฆ่าฟันกัน พญาเชียงโสม,พญาเชียงสา ต่อมาเปลี่ยนชื่อว่าพญาโสมพะมิต (พ.ศ.๒๒๗๕ - พ.ศ.๒๓๔๙) และญาติพี่น้อง คือ อุปฮาดเมืองแสนฆ้องโปงและเมืองแสนหน้าง้ำ มีการอพยพไพร่พล ย้ายออกจากนครเวียงจันทน์ ผ่านกุดสิมคุ้มเก่า เมืองบัวขาว ถอยลงใต้ไปทางบ้านเชียงเครือท่าเดื่อ จนเหลือไพร่พลราว ๕,๐๐๐ คน เส้นทางมาตั้งบ้านเรือนหนีความวุ่นวาย จากนครเวียงจันทน์ผ่านทางหนองบัวลำภู แบ่งเป็น ๓ กลุ่มใหญ่คือ

๑.กลุ่มพญาโสมพะมิต มาตั้งเมืองกาฬสินธุ์ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น “พระยาชัยสุนทร” จากรัชกาลที่ ๑
๒.กลุ่มเจ้าพระวอ เจ้าพระตา แยกตั้งบ้านเรือนที่ดอนมดแดง เวียงค้อนกลางดงอู่ผึ้ง บ้านแจละแม ตั้งเป็นเมืองอุบลราชธานี
๓.กลุ่มพระครูโพนเสม็กอธิการวัดหรือพระภายสร้อย แยกตั้งบ้านเมือง ณ เมืองจามปามหานครซึ่งเป็นเมืองร้าง ตั้งเจ้าสร้อยศรีสมุทร์เชื้อพระวงศ์กษัตริย์เวียงจันทน์ เป็นกษัตริย์นครจำปาศักดิ์

ตามเอกสารพงศาวดารเมืองกาฬสินธุ์ ฉบับราษฎรบริหารกล่าวว่า พญาโสมพะมิตนั้นอพยพบุตรภรรยาท้าวเพี้ยบ่าวไพร่ประมาณสัก ๓,๐๐๐ เศษ ไปตั้งอยู่ริมน้ำปาวที่เรียกว่า แก่งสำโรง พญาโสมพะมิต ลงไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงโปรดเกล้าฯตั้งให้เป็น “พระยาชัยสุนทร” เจ้าเมืองและขนานนาม “แก่งสำโรง” ขึ้นเป็น “เมืองกาฬสินธุ์” เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๖
พญาโสมพะมิต เป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์อยู่ได้ ๑๓ ปีก็ถึงแก่กรรมเมื่อปีขาลอัฐศก จุลศักราช ๑๑๖๘ (ปีพ.ศ.๒๓๔๙) ในแผ่นดิน รัชกาลที่๑ นั่นเอง

พ.ศ.๒๔๘๒ กำเนิดและชีวิตวัยเด็ก
หลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล เทศน์ไว้ว่าท่านสืบเชื้อสายมาจากพญาเชียงโสม , พญาเชียงสา ของประเทศลาว ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อว่า พญาโสมพะมิต

ผู้บังเกิดเกล้า...มารดาชื่อ “นางที ดลอารมย์” สืบเชื้อสายจากเมืองศรีสะเกศ และต่อมาย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ที่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ บ้านเมืองช่วงนั้นเกิดภัยแล้ง ๗ ปีปลาย ๗ เดือน ปานเมืองกลิงคราษฎร์ของอินเดีย จึงได้ย้ายที่ทำมาหากินเดินทางมาเป็นแรมเดือนโดยเกวียน มาจนถึงเมืองกาฬสินธุ์ เข้าอาศัยอยู่ท้ายสวนของคุณย่า(มารดาของบิดา) ต่อมามารดาก็ได้สมรสอยู่กินกับบิดา คือ “นายสมบูรณ์ ดลอารมณ์”

หลวงปู่ถือกำเนิดตามหนังสือใบสุทธิภิกษุ ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๒ (คำเทศน์ในเทป กำเนิดวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๒) ที่บ้านสงเปือย หมู่ ๗ ตำบลหลุบ อำเภอ เมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ขณะนั้นอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ (เกิดระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๒ - พ.ศ.๒๔๘๘) มีชื่อตามใบสุทธิภิกษุชื่อ “นิตย์ ดลอารมณ์” แต่หลวงปู่เทศน์ในเทป บิดาตั้งชื่อให้ว่า “ศานิต”(เหมือนกับชื่อทหารอากาศนักรบไทยที่ไปทิ้งระเบิดในประเทศลาวชื่อ “ศานิต นวลมณี” คงจะเป็นวีรบุรุษยุคนั้น)

สมัยนั้นมีเสาเรือนไม้ ๒ - ๓ ห้อง มุ้งไม่มี มารดาต้องใช้พัดปัดวี เพื่อไล่ยุง อยู่ด้วยความลำบาก ดำ(ชนวน) และสมุดเล่มเดียว เขียนแล้วเขียนอีก ศึกษาอยู่โรงเรียน ท.๒(เทศบาล ๒) อยู่ในเมืองกาฬสินธุ์

พอวัยเข้าโรงเรียน ได้ไปอาศัยอยู่กับหลวงลุง(พี่ชายของแม่) เป็นลูกศิษย์วัด เมื่อหลวงลุงลาสิกขาจึงได้กลับมาอยู่บ้าน ตอนเรียนมีเพียงกางเกงสีกากี และเสื้อชุดเดียวกับกระดาน ตอนเป็นเด็กนักเรียนก็ไม่ได้สะอาดเท่าไร ต้องรีบไปเพราะโรงเรียนอยู่ไกล บางครั้งครูจับไปอาบน้ำทำโทษ โรงเรียนมี ๕ ชั้น ตั้งแต่ชั้น ป.เตรียม จนถึง ป.๑ - ป.๔ ขณะเรียน การสอบไม่ได้ที่ ๒ ก็ที่ ๓ (ส่วนที่ ๑ ได้กับลูกข้าราชการ) ถึงตระกูลค่อนค่างยากจน หาเช้ากินค่ำ ตอนเป็นเด็กไม่มีความทุกข์เพราะยังไม่รู้ความ

พ.ศ. ๒๔๙๕ มารดาจากไป
ครั้นเมื่อจบจากโรงเรียนขณะนั้น หลวงปู่อายุได้ประมาณ ๑๓ ปี มารดาได้ล้มป่วยลง และเสียชีวิตตอนอายุประมาณ ๒๙ ปี ต่อมาบิดาก็ได้มีภรรยาใหม่ ที่อำเภอคำม่วง ห่างจากเมืองกาฬสินธุ์ ประมาณ ๑๐๐ ก.ม. บิดาทำอาชีพหลายอย่าง เป็นพ่อค้าเกวียน, นายฮ้อย, บางทีค้าขาย, บางทีต้มเหล้าขาย (สมัยนั้น) เมื่อมารดาเสียชีวิต หลวงปู่ก็ต้องรับภาระในการหาเลี้ยงชีพ ใส่เบ็ดใส่ขอต่างๆ นาๆ ตื่นตั้งแต่ตี๔ เพื่อเอาของที่ได้มาขายเลี้ยงน้อง

บางทีต้องไปขอข้าวจากญาติพี่น้องแถวนั้นมากินเพราะเป็นลูกกำพร้า ขณะที่อายุได้ ๑๔ - ๑๕ ปี เมื่อเริ่มเข้าวัยหนุ่ม เด็กขาดแม่ ขาดความอบอุ่น แม้แต่กระดูกของมารดาไม่ได้เห็น ไม่ทราบว่าบิดาเอาไปไว้ที่ไหน เพราะไม่ได้เอาใส่โกศไว้ เมื่อเกิดความทุกข์ใจบางทีก็จะไปนั่งที่กลางทุ่ง เพื่อขอพรจากเทวดา ไม่ได้จีบสาวเหมือนกับคนอื่นที่รุ่นเดียวกัน เนื่องจากมีความทุกข์

อาหารการกิน บางครั้งกินข้าวกับเกลือหรือกับพริกเฉยๆ(ไม่มีน้ำปลา,ปลาร้า)แต่ความเลื่อมใสในผ้า“กาสาวพัสตร์” คิดอยู่ในจิตใจส่วนลึกอยู่เสมอ บางทีได้ใส่บาตรเมื่อพระสงฆ์องค์เจ้าบิณฑบาต แต่ไม่ถึงกับทุกวันเพราะบ้านอยู่ห่างถนน

พ.ศ. ๒๕๐๒ การบวชครั้งแรก
เมื่ออายุครบ ๒๐ ปี คุณย่าจัดกองบวชให้ ตั้งแต่เดือน ๖ (หลวงปู่ได้เทศน์ไว้ ได้ใช้ชีวิตในเพศฆราวาส จนถึงการบวชครั้งแรก นับเป็นเวลา ๒๐ ปี กับ ๔ เดือนพอดี) มีการจัดงานให้ขี่ ม้าเทศอ้อมเมือง มีหมอลำคณะดังแสดงและมีมหรสพในงานบวช

เมื่ออุปสมบทแล้ว ไปศึกษาอยู่ที่พัทธสีมา “วัดสว่างคงคา” พระอุปัชฌาย์สายญาติเป็นเจ้าอาวาสชื่อ “หลวงปู่เชื้อ” และได้ตั้งจิตอธิษฐานไปด้วยว่า ถ้าไม่จบนักธรรมเอกจะไม่สึก

ระหว่าง ๓ - ๔ เดือนแรกนั้น ยังท่องบทสวด นะโม , อิติปิโส และบทพาหุง ยังไม่ได้ เมื่อให้ศีลไม่สามารถสรุปศีลให้ญาติโยมได้ เพราะไปศึกษาหลักนักธรรมตรี และได้ศึกษาเล่าเรียนบาลีไปด้วย พอไปนั่งสวดตามบ้าน ก็ไปนั่ง “เป่าแคน” คือก้มหน้าไม่กล้าสู้หน้าญาติโยม แต่หลังจากออกพรรษา ได้จากวัดสว่างอารมณ์ มาเยี่ยมญาติที่วัดชัยสุนทร มาเริ่มหัดท่องได้จนหมด

ต่อมาได้เดินทางลงมากรุงเทพฯ ตอนเป็นพระหนุ่มเป็นคน “โหด” พอสมควร เณรตัวใหญ่ๆ ถ้าทำไม่ดีก็ถูกเตะตกกุฏิ จนได้รับสมญาว่า “พระอุบาลี” เมื่อไปอยู่ที่ “วัดชนะสงคราม” ก็ได้เณรที่หลวงปู่ทำโทษเป็นคนอุปถัมภ์

ได้ยินว่า “เจ้าคุณพุทธทาส” เป็นนักกรรมฐาน ก็เลยเดินทางไปสวนโมกข์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ๆ มีสิ่งปลูกสร้าง มีศาลา ๑ หลัง และ กุฏิ ๒ หลัง ในขณะที่ไปถึงมีพระกำลังทำวัตรอยู่ แต่เจ้าคุณพุทธทาสขณะนั้นไม่อยู่ ไปสอน “ผู้พิพากษา” เมื่อสอบถามพระที่อยู่ที่นั้น ปรากฏว่าท่านพุทธทาสรับเฉพาะ “พระที่จบนักธรรมเอก” ตอนนั้นจบนักธรรมโท ไม่เข้าเงื่อนไขที่เขาต้องการ หลวงปูจึงได้เดินทางต่อ ไปจังหวัด “ตรัง” ไปสอบนักธรรมเอก ตอนนั้นผลยังไม่ประกาศได้สิกขาลาเพศ มาทราบภายหลังว่าผลสอบนักธรรมเอกได้ตามที่ได้ตั้งใจไว้

ตอนเป็นพระหนุ่ม ขนาดที่ได้นักธรรมเอกนั้นนึกว่า พระธรรมเป็นกองใดกองหนึ่ง หรือ เมืองใดเมืองหนึ่ง พระนิพพานเป็นเมืองแก้วไม่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่รู้ความหมายต่อ พุทธพจน์ และชอบเพ่งเล็งคนอื่นว่าทำผิดทำถูก ให้เสียศูนย์จิตใจเจ้าของไป ขณะเป็นพระหนุ่มนั้นไม่มีกิเลสมันนอนเนื่องไม่รู้จักภัยของเจ้าของ ยังไม่รู้จักความหมายของกิเลสเป็นอย่างไร การบวชครั้งแรกอยู่ในสมณะเพศประมาณ ๕ พรรษา

พ.ศ.๒๕๐๗ สิกขาออกมาใช้ชีวิตฆราวาส
เมื่อออกมาเป็นฆราวาส แต่งงานแล้ว อาชีพช่างปั้นอิฐ เผาอิฐ ปั่นสามล้อ ส่วนมากรับจ้างได้เงินเดือน บางครั้งเป็นหัวหน้างาน เป็นลูกจ้างประจำ แต่มีสัจจะที่ตั้งใจไว้ เมื่อบวชตอนหนุ่มว่าไว้อีกข้อคือ จะไม่เอาคำสอนของพุทธองค์มาประกอบอาชีพเป็นราชการ(ข้อแรกต้องจบนักธรรมเอก)

ผู้อื่นได้ไปเป็นตำรวจ เป็นครู กันหมดมีแต่หลวงปู่ไม่ได้เป็นตามเขา เพราะละอายแก่ใจ ถ้าอาศัยเอาผ้าเหลืองไปประกอบอาชีพ ไม่มีความบริสุทธิ์ใจกับศาสนาของพระองค์ สัจจะนี้ได้ตามมุ่งมาตรปรารถนา คราวเป็นฆราวาสใช้ชีวิตตามโลกีย์วิสัยของชาวโลก ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ถึงกับยากจน ประกอบอาชีพทำหลายอย่าง จนเป็นที่หมายตาของชาวเมือง เพราะเป็นคนวัดคนวา ใช้ชีวิตทางฆราวาส จนรับตำแห่ง “ผู้ใหญ่บ้าน“

การบวชครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๒๓ – พ.ศ.๒๕๒๔
คุณบัณฑิต ดลอารมณ์ (เกิด พ.ศ. ๒๕๑๐)ลูกชายของหลวงปู่ให้ข้อมูลว่า ตอนนั้นหลวงปู่ยังพาไปสมัครเรียนอยู่ มัธยม ๑ ตอนนั้นอายุได้ ๑๓ ปี ซึ่งตรงกับช่วง พ.ศ. ๒๕๒๓ – พ.ศ.๒๕๒๔ ในตอนนั้นหากเปิดเทอม จะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นหลวงปู่จึงบวช

การบวชครั้งนี้ ใช้เวลาการตัดสินใจถึง ๓ ปี ได้ขอลาออกจากผู้ใหญ่บ้าน อธิษฐานขอให้ได้บวชและให้ทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งยิ่งกว่าใครๆ ความมุ่งหมายตอนนั้นไม่ได้ระบุด้านใด

เมื่อจะบวชนั้นต้องมีใบอนุญาต ตอนแรก “ครอบครัว” ไม่ยินยอม หลวงปู่ต้องบอกว่าจะบวช ๑๕ วัน เลยเซ็นต์ยอมให้ พอบวชแล้วก็บอกว่าดูไว้แผ่นฟ้ากับแผ่นดินไกลกันยิ่งกว่านั้น

การบวชในครั้งนี้ หลวงปู่ห้ามจัดมหรสพและห้ามบอกผู้คน แต่ถึงวันบวชจริงคนก็เต็มโบสถ์ ตอนนั้นมีพระใหม่ คนอื่นให้บวชก่อน หลวงปู่บวชเดี่ยวประมาณ ๒ - ๓ ทุ่ม ได้ตั้งสัจจะอธิษฐานอยู่ต่อหน้าพระประธาน กราบลง ๓ ครั้งและยืนประกาศขึ้นว่า

"บวชครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของลูก ขอคณะสงค์กับญาติพี่น้อง จงจำเอาไว้ว่า...บวชครั้งนี้จะขอฝากชีวิตไว้กับพุทธคำสอนเป็นชาติที่สุดท้ายเพียงแค่นั้น ไม่ขอต่อภพต่อชาติใดเลย...”
การอุปสมบทครั้งที่ ๒
ณ พัทธสีมา “วัดชัยสุนทร” อำเภอเมือง กาฬสินธุ์ พระครูโสภณสุตกิจ เจ้าคณะอำเภอเมือง เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองอินทร์ โกวิทโท เป็นกรรมวาจาจารย์ พระระมัดศักดิ์ สิริธโร เป็นอนุสาวนาจารย์

เมื่อบวชเสร็จแล้ว เจ้าคณะอำเภอปรึกษากัน จะส่งไปเรียนกรรมฐานที่สำนักไหนดี มีหลวงพ่อชา, หลวงพ่อลี ฯลฯ หลายองค์ ในที่สุดเลือก“อาจารย์มหาพิมพ์” ปฏิบัติกรรมฐานแบบพลิกแผ่นดิน บวชและอยู่วัดชัยสงครามได้เพียง ๒ วัน จึงออกเดินทางไปเข้าเรียนสมถะและวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์มหาพิมพ์ หรือ “พระครูสุคลคณารักษ์” ที่ วัดบ้านหนองริวหนัง ตำบลโคกเครือ อำเภอหนองกรุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์

มีกรรมฐานปฏิบัติแบบกำหนด “ยุบหนอพองหนอ” และญาณ ๑๖ ไม่ว่าใครจะไปปฏิบัติกรรมฐานที่นั่น จะมีคนส่งปิ่นโตถึงห้องกรรมฐานทุกคน เขาอยากได้บุญ ซึ่งตอนปฏิบัติ อาจารย์ไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด ตอนนั้นอาศัยเอา “ศัพท์บัญญัติ” ที่ได้เรียนนักธรรม ตรี โท เอก มาประกอบเข้าด้วย มาศึกษาทบทวนเอาจึงได้เร็ว แต่ไม่เข้าถึงแก่นรู้เพียงผิวเผิน อยู่ที่นี่ ๒ - ๓ เดือน ก็เคยถามอาจารย์มหาพิมพ์ ตอนมาให้อารมณ์อยู่ว่าทำอย่างไร จึงจะดับความคิดได้ ท่านก็บอกให้ค่อยๆ ปฏิบัติกำหนดไป

เนื่องจากกิเลสเผาลน ต้องการจะออกจากวัดหนองริวหลัง ไปลาพระอาจารย์มหาพิมพ์อยู่ ๓ ครั้ง ท่านก็ไม่ให้ไปจนกระทั่งมีงานเข้าปริวาสกรรม เมื่อเสร็จงานเลยถือโอกาสเก็บสิ่งของ บาตร, กลด เสร็จก็ไปกราบลาท่านอาจารย์มหาพิมพ์ ท่านก็เลยต้องยอม ก็ขึ้นรถไปกับคณะฯ

ปีพ.ศ.๒๕๒๓ – พ.ศ.๒๕๒๔ เริ่มออกธุดงค์ภาคเหนือ
ออกจาก “วัดหนองริวหนัง” แล้วก็เดินธุดงค์ แสวงหาครูบาอาจารย์ ธุดงค์จนถึงจังหวัดขอนแก่น เจอกับพระอาจารย์ดาวเรือง อยู่อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรราชธานี ได้นั่งรถไปเชียงใหม่ขณะนั้นเดือน ๓ หน้าหนาว ถึงเชียงใหม่ตอนสี่ทุ่ม ไม่รู้จะพักที่ไหน พอดีเจ้าหน้าที่สถานีรถคืนนี้ เขาจะไปเที่ยวกันไม่กลับ ก็เลยให้พักอยู่ที่ห้องขายตั๋ว

พอรุ่งเช้าจึงได้เดินทางไปที่สำนักสงฆ์สันปง จังหวัดเชียงใหม่ ของอาจารย์นิกร ธรรมวาที (ต้องอาบัติปาราชิกด้วยอิสตรี ปัจจุบันเสียชีวิตด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก) ไปอยู่ได้ ๒ วัน ถึงวันคล้ายวันเกิดของท่าน มีคนมามากเป็นแสนๆ มีการสวดมนต์ทั้งวันทั้งคืน ได้ฟังอาจารย์นิกรเทศน์ ซึ่งการเทศน์นั้น มีขึ้นสวรรค์กับลงนรก กลับไปกลับมา จึงไม่ถูกกับจริตของหลวงปู่

ออกเดินทางขึ้นรถไป“ดอยสุเทพ”เชียงใหม่ ได้เดินทางไป “ภูเขาถ้ำผาจม” ของหลวงพ่อวิชัย เขมิโย ในจังหวัดเชียงราย เข้างานปริวาสเป็นเพื่อนอาจารย์กรรม “พระอาคันตุกะ”

เวลาเข้าปริวาส จะสังเกตในการอธิบายธรรมะของแต่ละพระอาจารย์ต่างๆ เมื่อเสร็จจากปริวาสก็อยู่ไม่ได้เพราะกิเลสเผาลนมาก พอดีมีโยมมานิมนต์ทั้งคณะ ให้ไปเข้างานปริวาสที่ดอยก่องข้าวหรือดอยสัพพัญญู หลวงปู่ฯ เล่าว่า เขานิมนต์ให้เป็นเจ้าสำนักที่บ้าน ฮ่องอ้อ อำเภอวังยาง จังหวัดเชียงราย

ที่นั่นมีพระอยู่ก่อนชื่อ “พระเฉลิม” เกิดความอิจฉาพยาบาท ตอนนั้นหลวงปู่นั่งกรรมฐานได้ไม่ถึง ๕ นาที พระเฉลิมได้ไปแจ้งญาติโยม รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านและกำนันให้มาไล่หลวงปู่ เพราะที่นั่นเขาอยากจะได้พระกรรมฐานวิปัสสนามาเป็นอาจารย์สอน เมื่อมาเห็นแล้วนั่งกรรมฐานไม่ได้ก็จะมาไล่

ตอนนั้นมากันมากเขาก็ถามโดยตรงว่า หลวงพ่อนั่งกรรมฐานไม่ได้ถึง ๕ นาทีจริงๆ หรือ หลวงปู่จึงย้อนถามพวกโยมเหล่านั้น “สมมุติว่ามีทะเลใหญ่อยู่ข้างหน้า โยมไม่มีเรือมีแพ จะขี่ข้ามไปได้มั๊ย โยมตอบว่า...“ไม่ได้”

ฉันใดก็ฉันนั้น...เป็นกิจของหลวงพ่อเอง ไม่ได้เกี่ยวกับใครๆ ไม่ได้บวชมาเพื่อโยม...หลวงพ่อบวชอุทิศตนต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงเพื่อปฏิบัติกรรมฐาน แต่เดี๋ยวนี้หลวงพ่อยังคลำหา “เรือ”อยู่ มันคลำหาทางยังไม่ถูก ไม่รู้จะคลำอีท่าไหน เป็นกิจของหลวงพ่อเอง ถ้าโยมบ้านนี้ไม่ใส่บาตรให้หลวงพ่อกินก็ไม่เป็นไร หลวงพ่อก็จะไปที่บ้านอื่น คำตอบนี่ของหลวงปู่ ทำให้ญาติโยมนิมนต์กันใหญ่ หนีไม่ได้ จำเป็นต้องอยู่ต่อ

การปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ คิดปฏิบัติอยู่ในใจตลอดเวลา แต่ในตอนนั้นเมื่อนั่งสมาธิอาจได้น้อย พระเฉลิมไม่พอใจ จึงไปจ้างกะเหรี่ยงด้วยเงิน ๕๐๐ บาท ทำคุณไสย ให้กะเหรี่ยงปล่อย“วัวธนูเงิน ธนูทอง”มาใส่หลวงปู่ ให้ตกหน้าผาเชียงราย แต่ไม่สามารถทำอันตรายได้

“ธรรมแลย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม” ขนาดเวทย์มนต์คาถายังกลัวคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หลวงปู่เทศน์ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมไม่ตายก่อนอายุขัย เปรียบเทียบ ถ้ามาตรแม้นว่าผู้นั้นมีบุญบารมี จะได้บรรลุพระอรหันต์ในชาติปัจจุบัน

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า จะเอาเขาสุเมรุราชมาทับก็ไม่ตาย ถ้าท่านไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์เสียก่อน...และเมื่อตรัสรู้แล้ว จึงจะตายตามอายุขัยของท่าน

ภายหลังชาวบ้านรู้ จึงได้เนรเทศ “พระเฉลิม” แต่หลวงปู่ขอร้องไว้เพราะเป็นพระด้วยกัน แต่คนไม่ใส่บาตรให้อีกเลยต้องสึกขาลาเพศออกไป นี่ “ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว” ที่ดอยสัพพัญญูนี้มีผู้ประกอบการขนส่ง “บริษัท บัณฑิต” เป็นผู้อุปถัมภ์บำรุง มีเศรษฐีซึ่งลูกชายเป็นตำรวจแต่เสียชีวิต จะถวายสร้างกุฏิให้และนิมนต์เป็นเจ้าอาวาส แต่หลวงปู่ตั้งสัจจะต้องการจะธุดงค์ เลยไม่ได้รับไว้

หลวงปู่ได้เทศน์เพิ่มเติมว่า ตอนที่อยู่ถ้ำก่องข้าวนี้ชาวบ้านเค้าจะถวายที่ดินให้หมดที่แถวนั้นเขากลัว หลวงปู่บอกว่าถ้ากลับมาอีกครั้งจะอยู่ให้เลยไม่ได้กลับไปอีกเลย แต่ตอนนี้มีพระชื่อสมควรแห่งวัดไทรงามไปอยู่และให้ระวัง “งูเหลือมตัวใหญ่ตัวนั้น” มันยังอยู่

ขึ้นรถจากเชียงรายไป “เชียงแสน” ตั้งต้นที่ “วัดถ้ำผาเงา” ของพระอาจารย์คำแสน คมฺมภีโร ตั้งใจจะไปปฏิบัติกรรมฐาน แต่ท่านเป็นพระนักพัฒนา สร้างพระธาตุเจดีย์ ๑๓ ล้าน ในปีเดียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นนักเทศน์ เขาจะให้หลวงปู่เป็นโฆษกของวัด...หลวงปู่ไม่รับจึงออกธุดงค์ต่อไป

หลวงปู่เล่าว่า ครั้งหนึ่งได้เข้าไปปักกลดอยู่ในป่าช้ากลางป่า มีศาลาเก่าหลังไม่ใหญ่ มีฝาอยู่ด้านหลัง ประมาณ ๒ ทุ่มกำลังนั่งสมาธิสวดมนต์อยู่ มีคล้ายๆ กับปานช้างตัวใหญ่ มาวิ่งชนฝาผนังตอนดึก จึงเกิดความกลัวเกือบจะปลดกลดเข้าพักในเมือง แต่นึกได้ว่าจะเสียถึงพระภาคอีสานหมด จึงนอนหันหน้าออกสู้จนสว่าง

ทั้งเสียงจิ้งหรีด ตุ๊กแก และเสียงทั้งหมาหอนไม่รู้มาจากไหน...นี่เพราะมารเข้าผจญแต่ก็สู้อยู่ที่นั่นอยู่ ๓ วัน จึงได้รู้ว่าที่มาชนผนังเป็นหนูตัวใหญ่จึงได้ประสบการณ์แก้ไขด้วยตัวเจ้าของ

ตอนนั้นมีเงินติดย่ามอยู่ ๖๐๐ บาท ถือคติ “ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม” เดินธุดงค์ไปถึง “ถ้ำกิ่วกาญจน์” สถานที่ “เชียงแสน” ต่อแดนกับเชียงของ สมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ พักอยู่สำนักสงฆ์ตกกลางคืนได้ผจญ “ผีกองกอย” อยู่ที่นั่นได้ ๑๐ กว่าวัน มีเหล่าทหารจะมาสร้างโรงเรียนให้พวกแม้ว จึงออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ไปพักอยู่ดอยสิงห์ จนถึง “ผาธรรมนิมิต” จังหวัดพะเยา แนะนำให้ขุดบ่อบาดาล

ที่นั่นมีกุฏิแม่ชีมีเสียงไม้ลั่น คิดว่าผีหลอกแต่หลวงปู่บอกเป็นเพราะช่วงกลางวันแดดจ้ากลางคืนฝนตกทำให้มีเสียงขึ้น เจ้าอาวาสที่นั่นเคยถูกออกจากราชการติดเฮโรอิน ข่มขู่หลวงปู่จึงออกธุดงค์ต่อ ระหว่างเดินธุดงค์อำเภอเชียงของเข้าไปพักอยู่เหมือนกับเมืองบังบด เมืองลับแล ประมาณ ๕ ทุ่ม มีผู้ชายเข้ามาหาบอกว่าพระจะพักไม่ได้ผู้ใดพักจะเสียชีวิต แต่หลวงปู่ได้ปักกลดแล้ว จึงพักอยู่บนแท่นพระอยู่กลางป่าต่อมาถึงรู้ว่าเป็นดงงูเห่า ผู้ชายคนนั้นเลยปวารณาจะเอาอาหารการฉันในตอนเช้า และมาพร้อมกับเมียและลูกแต่งตัวอย่างสวยงาม ได้เอาข้าวมาถวาย เมื่อฉันเรียบร้อยแล้วหลวงปู่ได้ออกธุดงค์ต่อ

กลับไปถึงเชียงใหม่ ไปถึง “วัดดอยแท่นพระผาหลวง” ป่าลึกหลัง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประมาณ ๗ กม. ไปกราบพระพุทธรูปนั่ง รูปสูง ๓ เมตร คนที่เข้ายังประตูด้านหน้าจะเห็น “พระประธาน” นั่งหันหลังให้ คนจะกราบที่แท่นหินพระพุทธรูปด้านหลัง มีปริศนาธรรมเขียนไว้

“กาลต่อไปภายหน้าศาสนาพุทธของตถาคตจะแข็งแกร่งเหมือนหินศิลาก้อนนี้” แต่หลวงปู่บอกแก่ผู้ที่ไปส่งว่าอีก ๓ วันให้หลังมาเอา จะตีปริศนาธรรมให้ใหม่ คนสร้างพระประธานคงเป็นพระอริยะบุคคล หลวงปู่ได้ตีความหมายใหม่ว่า “ผู้ที่เดินดงพงป่าผ่านห้วย, หนอง, คลองบึง บากบั่นมากราบไหว้พระองค์

ล้วนแล้ว มาด้วยต้องการลาภสักการะอย่างอื่น ไม่ได้มาเพื่อต้องการมรรคผลนิพพานแต่ประการใด ก็ขอให้กราบแต่เบื้องพระปฤษฎางค์(หลัง)ของเรานี้เถิด ต่อไปภาคหน้าคนจะเป็นผู้ที่มืดบอดเหมือนศิลาก้อนข้างหน้านี้)”

หลวงปู่เล่าว่า ตอนนั้นเทวดาคงโกรธ ถูกยางต้นรัก (น้ำเลี้ยง) จนหน้าบวม เมื่อรักษาจนหายอยู่ที่นี่ได้เดือนเศษ ตอนนั้นจะมีการสร้างกุฏิให้ เพื่อให้หลวงปู่สอนกรรมฐานให้ แต่หลวงปู่ต้องการธุดงค์ จึงได้อธิษฐานต่อพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์(ที่หันหลังให้) ว่าจะไปรอที่คิวรถ หากใครมานิมนต์จะไปทั้งนั้น

เมื่อออกจาก “วัดดอยแท่นพระผาหลวง” ไปยืนที่คิวรถ อาเขตเชียงใหม่ ตามที่อธิษฐานต่อพระพุทธรูป ตอนนั้นก็มีพระองค์หนึ่งมาถามว่า หลวงพ่อจะไปไหนและชวนไป “สำนักวิปัสสนาดอยเกิ้ง” แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อไปถึงที่พัก อยู่ได้ ๓ วัน จึงรู้ว่าที่นี่เป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน ตอนนั้น อาจารย์รัตน์ รตฺนญาโน เป็นเจ้าอาวาส เป็นพระธรรมฑูต ไม่อยู่ไปเผยแผ่ธรรมให้กับชาวแม้ว

หลวงปู่ได้เดินทางตามหลังไป และธุดงค์โปรดชาวแม้ว(ม้ง) เช่น หมู่บ้านอุมพาย ตำบลแม่โถ, หมู่บ้านสันติสุข ตำบลแม่ลาหลวง และอีกหลายหมู่บ้าน อยู่ในอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีหลายเผ่า เช่น เผ่าลัวะ, เผ่าอีก้อ นักท่องเที่ยวมักไปดูพวกสาวๆ กันมาก เผ่าแม้ว(ม้ง)นี้ ค่อนข้างขี้เหนียว แต่จะมีเงินเก็บไว้กับบ้าน ในสมัยนั้นยังไมมีการฝากธนาคาร

การใส่บาตรพวกแม้วไม่ได้ล้างมือ แต่ก็ฉันไป จากนั้นสอนให้ล้างมือ,กินยารักษาโรค จึงเอาชนะใจได้ พวกแม้วเรียกนามหลวงปู่ “อาจารย์บพิตร ธมฺมปาโล”

แม้จะจาก พวกแม้วยังตามมาส่ง เมื่อกลับมาก็ไปพำนักที่ดอยเกิ้ง(อีก ๑๓ ปีให้หลัง หลวงปู่ได้กลับไปดอยเกิ้งอีกครั้ง หลังจากนั้นมีเทศน์ออกมาชื่อกัณฑ์ “หลวงปู่เตือนอาจารย์รัตน์”ฟังรายละเอียดได้ในเทป)

เมื่อออกจากดอยเกิ้ง ก็ธุดงค์ไปจนถึง “ม่อนหินไหล” สูงจนสัมผัสเมฆได้ ไปตามถ้ำตามเขาที่สูงๆ เห็นหอยร้องแบบ(นก)กา ธุดงค์มาถึง “ถ้ำตับเต่า” อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปักกลดพักอยู่ ได้เจองูตัวใหญ่ไม่ได้ยินเสียงห่างเพียงหนึ่งเมตร ลืมแผ่เมตตาเพราะเกิดความกลัว แต่ได้ยินคำโบราณท่านว่าธาตุโทสะของงูจะอยู่ส่วนหาง ให้ดูที่หางตอนนั้นไม่เห็นเพราะตัวมันยาว บีบไฟฉายใส่ตางูไว้ สู้กัน ๑๐ นาทีค่อยๆถอยเข้ากลด(สมัยนั้นเป็นกลดผ้าจีวรสมัยก่อน)

หลวงปู่เล่าว่า เมื่อถึงน้ำตกแม่กลาง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ มีโยมนักทัศนาจรจากจังหวัดราชบุรี อายุประมาณ ๗๐ ปี ต้องการฟังธรรมจากพระธุดงค์ หลวงปู่บอกว่าอาตมาเป็นพระเพิ่งบวชใหม่ แต่เขายังต้องการฟังธรรม จึงถามโยมไปกี่สำนักแล้ว เขาบอกว่าไปมาทั่วทั้งประเทศ สำนักดังๆ ไหนไปมาหมดแล้ว

หลวงปู่ย้อนถามว่า มีลูกกี่คน ตอบ ๓ คน เป็นตำรวจ ครูราชการก็มี คงได้บุญได้กุศล
ถามต่อว่า ปู่ของโยม...ยังมีมั้ย ตอบ ตายหมดแล้ว
ถาม แล้วปู่ย่าตายยาย...ยังมีมั้ย ตอบ ตายแล้วครับ
ถาม พ่อแม่ของโยม...ยังมีมั้ย ตอบ ตายหมดแล้วครับ
จึงเทศน์ “นั่นแหละ พ่อแม่ของโยม ได้โยนดาบเพชฌฆาตมาให้โยม และโยมก็จะโยนดาบเพชฌฆาตไปประหารลูกทั้ง ๔ คนนั้นโดยไม่รู้ตัว โยนไปด้วยความกระสัน รักๆ ใคร่ๆ ฉันผัวเมียภรรยานั่นแหละ จึงได้เกิดเป็นลูกเต้าขึ้นมา การฆ่าคนโดยไม่เจตนาจะเป็นบาปหรือบุญ ให้โยมคิดดูให้ดีๆ” ถามว่าหลวงปู่ได้ธรรมะมาจากไหนข้อนี้ ก็ตอบว่า ก็จากหลวงปู่เองนี่แหละ

จากนั้นธุดงค์มาจนถึงกว๊านพะเยา มีวัวและควายจำนวนนับร้อยแล่นเข้ามาหา และไม่มีต้นไม้หลบ จึงอธิษฐานไว้หากมีเวรต่อกันก็แล้วแต่จะเป็นไป เมื่อเข้ามาใกล้ทั้งวัวและควายหยุดวิ่งเดินมาดมผ้าจีวรเหมือนทำความเคารพ “ถ้าบุญมี บุญจะรักษา”

ได้เดินทางเข้างานปริวาสกรรมเมืองพิษณุโลก “ได้ฉันน้ำตาลต้น” ท้องเสีย ถ่ายท้อง จนเรียกก็ไม่ได้...พูดไม่ออก ได้แต่กวักมือเรียกอาจารย์กรรม แต่ไม่มีใครมา ท้องร่วงกัน ๓๐-๔๐ คน จนได้ส่งโรงพยาบาลพิษณุโลก พวกลูกกรรมก็ไม่พอใจ งานปริวาสนั้นมีแต่พวกอาจารย์เปรียญ ๘ - ๙ ประโยค เมื่อเลิกจากออกอัพภาน เลยท้ากันพระทั้ง ๔ ภาค ภาคอีสานยืนกรานส่ง พระอาจารย์บพิตร(หลวงปู่) ภาคเหนือส่งมา ภาคใต้ส่งมา เพื่อแข่งกัน หมู่พระหนุ่มที่มีกิเลสมีการต่อรองกัน เพราะเขาเห็นฝีปากของหลวงปู่มาแล้ว แต่หลวงปู่บอกว่าพูดเช่นนั้นไม่ได้ ไปเล่นการพนันเหมือนพวกฆราวาสจะบาปตาย จะโต้วาทีกันถ้าเอาแพ้ชนะกันไม่ถูกต้อง

ออกจากงานปริวาสเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้ขึ้นรถไฟกับพระด้วยกัน ๓ - ๔ รูป ระหว่างนั่งรถไฟเห็นทั้งคนที่นอนอ้าปาก บ้างก็น้ำลายไหลก็ได้กรรมฐาน เข้าพักที่ “วัดสระเกศ” อยู่ได้ ๒ วัน ออกเดินทางเข้าเมืองระยอง ตั้งใจจะเข้าไปปริวาสที่ “วัดเทพถาวร” ที่จันทบุรี ได้ยินข่าวนักปริวาสตีกันเจ้าคณะอำเภอเลยห้ามจัด และได้ยินว่าจันทบุรีไม่ต้อนรับพระอาคันตุกะ แต่หลวงปู่มีนิมิตว่าจะได้เข้าไปในจันทบุรี จึงได้ไปพักที่ “วัดสุนทรสัจธรรม” อำเภอแกลง จังหวัดระยอง อยู่ได้ ๒-๓ วัน มีพระอาจารย์ “รอด ปิยปุตโต” เลขาเจ้าคณะอำเภอซึ่งเป็นเกจิอาจารย์มีชื่อเสียงทางจังหวัดระยอง, ตราด และจันทบุรี เป็นสาย “พองยุบ” เหมือนกันแต่คนละอาจารย์ มานิมนต์เข้าเมืองจันทบุรี

ปีพ.ศ.๒๕๒๔ – พ.ศ.๒๕๒๖ ปฏิบัติธรรมจังหวัดจันทบุรี
อาจารย์รอด ผู้ที่นิมนต์หลวงปู่ได้สร้าง “สำนักสงฆ์” อยู่ที่ “เขาช่องลม” เทือกเขาสอยดาว ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่จังหวัดจันทบุรี มีกุฏิกรรมฐานอยู่ ๖ หลังและศาลาใหญ่ ๑ หลัง

ที่นี่เอากล้องมาถ่ายรูปจะไม่ติด อาจมีแร่อย่างใดอย่างหนึ่ง คนอื่นที่อยู่ที่นี่เป็นที่กันดารจะเป็นโรค “มาลาเรีย” กันมาก แต่หลวงปู่อยู่ได้ไม่เป็นอะไร

มีอยู่ครั้งหนึ่งอยู่ที่หน้าถ้ำ หลวงปู่ท่านได้เล่าว่า กำลังนั่งถอนหญ้ามี “งูเขียว” ยาวสักวา มานอนอยู่ใกล้ๆ กับเท้า ตอนนั้นแผ่เมตตาไม่ทันเกิดความกลัวจึงถอยห่างออกมาประมาณ ๑ เมตร แล้วแผ่เมตตาให้ “อาตมาเดินดงพงป่ามาเพื่อประพฤติกรรมฐานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้พ้นทุกข์ทางใจ ไม่ได้มาเบียดเบียนสัตว์สาวาสิ่งหรือผู้ใดผู้หนึ่ง สูเจ้าเอ๋ยหากไม่เคยจองกรรมจองเวรตั้งแต่ชาติใดมา ก็อย่าได้เบียดเบียนกับอาตมาหรือผู้อื่นเด้อ สูเจ้าเกิดเป็นภพภูมิเดรัจฉาน ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แม้เจ็บไข้ก็ตายเปล่า ไม่มีผู้ใดเอาเข้าโรงพยาบาล ผู้ใดฆ่าก็ตายฟรีไม่มีกฎหมายคุ้มครอง เกิดชาติหน้าก็ขอให้สูเจ้างูตัวนี้แหละเด้อ ให้เจ้าเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชาย ได้ประพฤติธรรมกรรมฐานตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้บรรลุสู่มรรคผลนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดเด้อ”

หลวงปู่ก็ได้ขึ้นไปฉันเพล กลับลงมาเห็นงูตัวนั้นหงายท้องอยู่ แต่ยังไม่กล้าเข้าใกล้ จึงเอาไม้เขี่ยดูจึงรู้ว่าได้ตายแล้ว จึงเอาไปให้ “อาจารย์รอด” ซึ่งอยู่ใกล้กัน สอบถามดูว่า “งูตัวนี้มาตายต่อหน้าผมจะเป็นยังไง”

อาจารย์รอดผู้นั้นตอบว่า “เฮ้อ...พระวิปัสสนามันเป็น “บ้า” ขนาดนั้นแหละ” ภายหลังเวรกรรมได้ตามทัน อาจารย์รอดวิปลาสสึกขาลาเพศออกไป

ข้อธรรมะ ต้องตั้งสติก่อนพูดก่อนทำ อย่าให้ “ปากออกไปก่อน” มันจะเป็นวิบากกรรม จะได้รับผลนั้น เราไม่รู้ใครสร้างบุญการพ้นทุกข์มาเท่าไหร่

เมื่ออยู่เขาช่องลม ถูกกิเลสเผาลนอย่างหนัก ปฏิบัติธรรมเรื่องอาการ ๓๒ เพียงไม่ถึงเดือน ได้อานิสงค์ของอสุภกรรมฐาน ปราบนิวรณ์ธรรมลงได้(ในหนังสือหยั่งลงก้นมหาสมุทร) อยู่ที่วัดนี้ประมาณ ๑ พรรษา หลวงปู่บอกแต่เพียงว่าคนขับรถถูกยิงเสียชีวิต ต้องมีเหตุให้ย้ายเข้าไปอยู่เมืองจันทบุรี

“วัดอ่างหิน” ในตัวเมืองจันทบุรี หลวงปู่จะอยู่จำวัดเฉพาะในพรรษาเท่านั้น พอถึงนอกพรรษาจะปิดโบสถ์เอาไว้ เพราะมีวิบากกรรมเรื่องเสียงเข้ามาเผาลน เช่นมีการจัดงานวัดต่างๆ หลวงปู่จะหนีธุดงค์เสียก่อนไปเรื่อย ขึ้นภาคเหนือ ภาคอีสานบ้าง

หลวงปู่เล่าว่า เจ้าอาวาสวัดอ่างหินสมัยนั้นเป็นคนเคร่ง แต่ไม่ใช่เคร่งแบบพระธุดงค์ เป็นเรื่องความพร้อมของพระในวัด เวลาที่จะไปสวดตามงานต่างๆ ที่ชาวบ้านนิมนต์ เจ้าอาวาสท่านเป็นคนเหี้ยมพอสมควร ท่านไม่ถูกกับหมาแมว บางทีใส่ยาเบื่อให้กิน มีอยู่ครั้งหนึ่งตีหมาจนหลังหัก

เมื่อหลวงปู่กลับมาจากธุดงค์ ได้ใช้แร่สารเหล็กไหล รักษาจนวิ่งได้ ต่อมาเจ้าอาวาสได้ลื่นกระไดจนขาหักทั้งสองข้าง จนต้องรักษานี่เป็น “กฎแห่งเวรกรรม”

ด้านการปฏิบัติธรรม ตอนนั้นเมื่อได้อสุภกรรมฐานแล้ว ก็นึกยโสโอหังหลงเป็นพระอรหันต์อยู่ ๓ ปี แต่เมื่อสำรวจตัวเอง ก็ยังสะทกสะท้านหวั่นไหวเมื่อเจอสาวๆ สวยๆ

อีกทั้งไม่รู้ “กิจ ๔ ญาณ ๓” ในอริยสัจ ๔ ไม่รู้ “ปฏิจฺจสมุปบาท” มืดมนหมด มีตำราบางเล่มเขียนไว้ว่าถึงไม่รู้ “ปฏิจฺจสมุปบาท” ก็พ้นทุกข์ได้ หลวงปู่ทำกรรมฐานมาทุกวิธีแต่ไปไม่รอด จะเข้าศึกษาสำนักใดๆ เคยอ่านคนพ้นโลก,โลกทิพย์ ก็คล้ายคลึงกัน ไม่สามารถปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้

จากการศึกษาในพระไตรปิฎก มีศาสดาชื่อ “อรกศาสดา” มีสาวกหลายร้อยคน เป็นผู้ปราศจากกามคุณทั้ง ๕ คือรูป,เสียง,กลิ่น,รส โผฏฐัพพะ สอนสาวกได้เฉพาะอนิจลักษณะ และทุกขลักษณะเท่านั้น แต่”อนัตตาธาตุ” กลับสอนไม่ได้ ยังไม่สามารถบรรลุนิพพานได้ ขนาดที่ไม่มีกามคุณแล้ว ทำให้ถึงกับเข่าอ่อนแทบจะเลิกปฏิบัติ

ตอนนั้นหลวงปู่เป็นครูสอนนักธรรมด้วย มีภาระเพิ่มเข้าไปอีกหลวงปู่ผ่านการปฏิบัติมาทุกสาย แต่ก็ยังมีกิเลสเผาลน ตั้งแต่การปฏิบัติกรรมฐานแบบ “สายยุบหนอ พองหนอ” หรือ “ญาณ ๑๖” ตั้งแต่ตอนเริ่มบวชกับอาจารย์มหาพิมพ์ “สายรูปนาม” จะได้ความสงบจิตสงบใจเร็วมากทำให้หลงตัวเองพอสมควร สายนี้ยกย่องหลวงปู่ว่าเทศน์เรื่องรูปนามเก่ง บางคนยังขอร้องให้แต่งหนังสือรูปนาม แต่หลวงปู่รับโดยตรงว่าเพียงแต่จำมาเทศน์ เรียนจากบทบัญญัติที่สังคายนาเอาไว้ ไม่ใช่เกิดจากสภาวะที่เกิดจากการปฏิบัติจึงได้ปฏิเสธไป

“สายสัมมาอรหัง” คือพระอาจารย์ จรินทร์ สอนทาง “กายทิพย์” อยากได้ไปอยู่ “วัดปากน้ำ” ภาษีเจริญ โดยให้เงินเดือนๆละ ๓,๐๐๐ บาท หลวงปู่ก็ไม่รับ

โดยเฉพาะการปฏิบัติแบบ “อานาปานสติ” หลวงปู่ติดกำหนดลมหายใจเข้าออก ต้องเพียรพยายามอยู่ ๓ ปี จึงเอามาขึ้นสู้กับกิเลสได้ “ถูกจุด”

และนี่เองหลวงปู่จึงได้ศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง จำนวน ๔๕ เล่ม อ่านอยู่ ๓ เที่ยว ๓ หน เปรียบเทียบกับคำสอนจากอาจารย์ต่างๆ อ่านวันละเล่ม ทุกบททุกตอน หาข้อวัตรปฏิบัติที่จะทำให้พ้นทุกข์ทางใจ จะมีหลงเหลือไว้หรือไม่ จึงได้มาพุทธพจน์พระปฐมวาจา เปล่งพระอุทานว่า
“โอ้...เจ้ากิเลสตัณหาอาสวะทั้งปวงเอ๋ย
แท้ที่จริง...เจ้าก็เกิดจาก “ความคิด”
อันเป็นจอมบรมโง่นี้เอง
ต่อแต่นี้ไปข้าจะไม่คิดถึงเจ้าอีกเป็นอันขาด
พอกันที...สิ้นสุดกันที
สังสารวัฏฏะของความคิด...อันเป็นกิเลส
อันแสนจะจอมปลอม”
แต่ตอนนั้นหลวงปู่ยังตีความไม่ออก ขณะที่อยู่จันทบุรี มีเงินอยู่หมื่นกว่าบาท และตอนหนึ่งได้อ่านพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่มากด้วย ลาภสักการะติดลาภสักการะ เปรียบเทียบเหมือน “แมงกุดจี่” ที่มันชอบกินขี้ เมื่อกินอิ่มเต็มท้องแล้วเอากลับมาด้วย เพื่อไปอวดพวกอื่นๆ “เปรียบเหมือนกับภิกษุมีลาภสักการะ เมื่อบิณฑบาตในบ้านคหบดีเศรษฐี ได้รับภัตตาหารและอัฐบริขาร และคิดว่าตนนี้เป็นคนมีบุญญาธิการ มาจาบจ้วงภิกษุที่มีศีลอยู่ในวัดในวา ว่ามีบุญน้อยไม่เหมือนตนเอง

ตอนนี้เองเกิดละอายใจ ในพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ พระองค์ทรงประณามภิกษุที่ติดในลาภสักการะถึงขนาดนี้ หลวงปู่จึงตัดสินใจในคืนนั้นระหว่างลาภสักการะกับความสงบ จะเอาอย่างไหน เมื่อออกพรรษาจะมีการทอดกฐิน หลวงปู่จึงเก็บของ เก็บบาตร กลด รุ่งเช้าลาเจ้าอาวาส ออกเดินธุดงค์ทันที (ตั้งแต่เริ่มบวช ออกธุดงค์ทางภาคเหนือ มาจนถึงจำพรรษาที่วัดอ่างหิน ระยะเวลารวม ๓ พรรษา ตามที่ได้เทศน์ไว้)

พ.ศ. ๒๔๒๖ – พ.ศ.๒๕๒๗ ไปภูพาน ด่านแต้
เมื่อออกพรรษา ธุดงค์ไป “ภูพาน ด่านแต้” กิ่งอำเภอน้ำอูน จังหวัดสกลนคร ประพฤติธรรมกรรมฐาน ซึ่งเป็นแดนผีหลอก ผีดุ ตอนนั้นพลาดท่าเสียทียังไง จากเดิมที่คิดว่าปราบกิเลสตัณหาได้แล้ว ๓ ปี มันโผล่มาอย่างไรก็ไม่รู้ ตัวกามราคะและปฏิฆะเชื้อแห่งความโกรธ พากันไหลมาเทมา เท่าภูเขาเลากามากันทั้งโลก “อสุภะกรรมฐาน” ที่เคยให้ผลก็หมดอานิสงส์ลงเสียแล้ว การปฏิบัติกำหนดอาการ ๓๒ อย่างไรก็ไม่อยู่ เรียกว่ากรรมฐานใดๆในโลกไม่ได้ผลเลยแม้แต่นิดเดียว แบบใจจะขาดตายหัวหมุนไปหมด ตอนนั้นคิดจะสึกออกไปแต่งงาน กับคนแก่อายุ ๗๐ - ๘๐ ปี เพราะกิเลสเผามาก แต่เป็นเพียงแต่ความคิด เก็บความรู้สึกเอาไว้ภายในเพราะอยู่องค์เดียว หลวงปู่ได้พรรณนาไว้ว่า กิเลสมันเข้าเผาลน น้ำตาของสาวกผู้อาภัพอับโชค พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาราคะอย่างสิ้นเชิง

นึกถึงเรื่องภิกษุกระสันจะสึก เพราะอาจารย์เรียกไปตอนเข้าเรียนวินัย ตอนบ่ายเรียนธรรมะ ตอนค่ำก็นั่งสมาธิ พระพุทธองค์จึงให้ตามมาเข้าเฝ้า...ตรัสถามว่าจะสึกหรือ...ทูลตอบว่า ข้าพระองค์ทนไม่ไหว เดี๋ยวเรียนโน่น...เดี๋ยวเรียนนี่...ทนไม่ไหวจะสึกขาลาเพศทำธุระฆราวาส...ทรงตรัสถาม ถ้าอย่างนั้นเธอจะทำอย่างเดียวได้ไหม ทูลตอบว่า ถ้าจะให้ทำย่างเดียวก็พอจะทำได้...

ถ้าอย่างนั้นเธอจงเพ่งอยู่ที่ใจอย่างเดียว พระภิกษุรูปนั้นปฏิบัติก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ “พระจูลปันถก”

หลวงปู่มาปฏิบัติ หันมาเพ่งสติ (ตอนนั้นยังไม่รู้จุดเพ่ง) เพ่งไปที่ “หัวใจ” จนออกแสงผับๆ แต่ก็สู้กิเลสตัณหาราคะไม่ได้ มา “เพ่งกลางหน้าอก” ก็ออกแสงผับๆ ก็ยังสู้ไม่ได้ มาเพ่ง “ตรงหน้าผาก” แทบหัวสมองจะระเบิดแตกตายนึกอะไรก็ไม่ออก กรรมฐานก็ทำมาแล้วทุกวิถีทาง ยังเอาลงไม่ได้มืดมนไปหมด จึงตัดสินใจขึ้นรถไปพระธาตุพนม ไปกับ “พระสมศักดิ์” ซึ่งจำพรรษที่ “วัดป่ามุจจลินทร์ สกลนคร”(ลูกศิษย์ของหลวงปู่ ชื่อสมศักดิ์ มีหลายองค์)

อธิษฐานไว้ว่า “ลูกนี้หมดที่พึ่งแล้ว กรรมฐานทุกกรรมฐาน ลูกได้เรียนมาทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นที่พึ่งไม่ได้เลย ขอพระองค์จงดลบันดาลให้ลูกด้วย ถ้าเคยสร้างสมบารมีมาร่วมกับพระองค์ จะชาติปางไหนก็แล้วแต่ ถ้าลูกนี้พอมีบารมีจะบรรลุธรรมในสถานที่ใดก็ขอให้คนมานิมนต์เอาด้วย”

จากนั้นก็กลับมายัง ภูพาน ด่านแต้ อีกขวบปีให้หลัง วันนั้นได้ “นิมิต” ว่าจะมีพระ ๒ รูป มานิมนต์หลวงปู่ ตอนประมาณ ๔ โมงเย็น แต่มานิมนต์จริง ๕ โมงเย็น คลาดไป ๑ ชั่วโมง

หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ธุดงค์ไปที่จังหวัดมุกดาหาร ได้เข้าไปเยี่ยมเจ้าคณะจังหวัดท่านดูโทรทัศน์อยู่ เลยทักไปว่า เป็นเจ้าฟ้า เจ้าคุณยังดูโทรทัศน์อยู่เหรอ ท่านก็ตอบว่าเขามาถวาย...ถวายก็ไม่ต้องดูก็ได้ แต่ท่านก็ไม่โกรธ...ท่านต้องการให้หลวงปู่ไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดคำป่าหลายและเจ้าคณะตำบลด้วยหลวงปู่บอกว่ามีพวกผู้แทนฯ เขาจะมาแห่เอาตัวแทบไม่รอดจึงไม่รับไว้

ตอนจะออกจากวัดคำป่าหลายนั้น ได้เอาของใช้ส่วนตัวไว้ที่นั่น เดินทางไป “ภูลังกา” จังหวัดหนองคาย นึกว่าใกล้ๆ มันจะค่ำแล้ว กลดกับบาตรก็ไม่ได้เอาไป นึกว่าจะกลับทัน เมื่อเข้าไปในห้องที่พักจุดเทียนขึ้น เห็นยุงเต็มไปหมด หลวงปู่ได้ใช้สมาธิเข้าสู้ผจญกับกองทัพยุง อย่าไปตียุงถ้าไม่อยากให้ยุงกัด ถ้าตีมันเมื่อได้กลิ่นเลือด มันจะมากัดเอา

ในการเดินธุดงค์ ได้ขันติ ความอดทน ได้ประสบการณ์ ปัญญาอันยิ่งใหญ่ เอามาประพฤติปฏิบัติ ควรไปแต่เพียงผู้เดียว ได้อานิสงค์อันยิ่งใหญ่ “อัตตาหิ อัตโนนาโถ-ตนนั้นแลเป็นที่พึ่ง แห่งตน”

เข้าพรรษาปีพ.ศ.๒๕๒๗ วัดป่านาเบี้ย
พระอาจารย์จำเนียรและพระอาจารย์ปรีชา มานิมนต์ให้ไปอยู่ที่สำนักสงฆ์บ้านนาเบี้ย ตำบลนาหอ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นวัดร้างและมีครอบครัวประมาณ ๒๐ หลังคาเรือน ไม่ค่อยมีศรัทธานาบุญ ตอนนั้นใกล้เข้าพรรษา ตอนไปไม่ถูกจริต เพราะเป็นสถานที่อยู่ตีนเขา หลวงปู่ชอบอยู่บนยอดเขา แท้จริงยาดีต้องขม ตอนไปอยู่วางอุดมการณ์ไว้ ตกอยู่สถานที่ใดหลวงปู่จะไม่ก่อสร้างสิ่งใดๆ เพราะไม่มีบารมี หาเงินไม่เป็น กุฏิวิหาร ผุพังก็ให้เอาหญ้ามามุง หรือทำด้วยฟากไม้ไผ่ พอพระเณรอยู่ได้ ชาวบ้านรับด้วยความเต็มใจ

การปฏิธรรมโดยไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำแต่ประการใด ปฏิบัติอย่างอุกฤษฎ์และขอจารึกไว้เพื่อเชิดชูบูชา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะที่ปฏิบัติขนาดอากาศเย็นถึง ๐ องศา หรือถึง -๔ องศา (ติดลบ)เย็นยะเยือก แต่ยางกายไหลออก ไม่ได้ห่มจีวรและอังสะแต่ประการใด ต่อสู้กับอารมณ์ จนได้จบกิจพรหมจรรย์

คืนวันที่ ๒๖ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑ ตรงกับแรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะโรง เวลาประมาณ ๔ ทุ่ม ณ วัดป่านาเบี้ย หลวงปู่ได้บรรลุธรรมจบกิจพรหมจรรย์อย่างแท้จริง เป็นคุณธรรมชั้น “พระอรหันต์” สิริอายุประมาณ ๔๙ ปี (หากนับพรรษาที่หลวงปู่เข้าปฏิบัติที่วัดป่านาเบี้ย ตั้งแต่เข้าพรรษาปี พ.ศ.๒๕๒๗ จนถึง เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๑ รวมเป็นเวลา ๕ ปี กับ อีก ๑ เดือนเศษ ตรงตามที่หลวงปู่เทศน์ไว้)

ปี พ.ศ.๒๕๓๒ เริ่มเผยแผ่ธรรม
ขอยกเอาเหตุการณ์สำคัญดังนี้.

๑.วัดป่าวิโมกข์ อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

ครั้งแรกเมื่อได้บรรลุธรรม ได้เดินทางไปยัง วัดป่าวิโมกข์ กำลังจัดงานปริวาสกรรม ซึ่งมีอาจารย์เชาวลิต นักเทศน์ทางภาคเหนือเป็นผู้จัด หลวงปู่ต้องการเผยแผ่ธรรมะของพระองค์ และได้นำหนังสือ “หยั่งลงก้นมหาสมุทร” ฉบับร่าง ซึ่งเขียนไว้ในสมุด ยังไม่ได้จัดพิมพ์ไปด้วย ตอนแรก อาจารย์เชาวลิตก็ไม่อยากให้เทศน์ หลวงปู่บอกว่าตอนนั้นครองจีวรสีเหลืองเก่าๆเหมือนสามเณร สะพายกระติกน้ำพร้อมกลด แต่สุดท้ายให้ถามปัญหาคนละ ๑ ข้อ ถ้าตอบไม่ได้ต้องให้หลวงปู่ขึ้นเทศน์ อาจารย์เชาวลิตเมื่อได้ฟังคำถามและคำเฉลยของปัญหา จึงได้เข้ามากราบและขอเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ (ปัญหานั้นคืออะไรหาฟังได้ในเทป)

หลวงปู่จึงให้หนังสือ หยั่งลงก้นมหาสมุทรฉบับร่างไว้ให้อ่าน แต่กำชับห้ามถ่ายเอกสารและเอาไปให้คนอื่นอ่านเป็นเด็ดขาด แต่อาจารย์เชาวลิตเป็นคนฉลาด กลับนำเอาไปถ่ายเอกสารไว้หมดทุกหน้า(มาขอโทษในภายหลัง) เสร็จจากการพูดคุย หลวงปู่จึงตั้งใจวันรุ่งขึ้นเมื่อฉันจังหันเสร็จก็จะกลับวัดป่านาเบี้ย เพราะการไปขอเทศน์แสนจะยากลำบาก และขอต้นฉบับหนังสือคืน

เมื่อเช้าปรากฏว่ามีการเปิดปริวาสพอดี มีพระเณรเต็มศาลาและพระในวงปริวาสกำลังจะฉันข้าว เมื่อเจอ อาจารย์เชาวลิตได้แจ้งความประสงค์ว่าจะไม่เทศน์และขอต้นฉบับหนังสือคืน ปรากฏว่าอาจารย์เชาวลิต กราบนิมนต์ให้เทศน์ กล่าวว่าอย่าให้เป็นบาปเลยและบอกได้จัดสำรับอย่างดีไว้แล้ว

ก่อนขึ้นธรรมาสน์ยังได้ยินกับหู มีพระในวงปริวาสคงเห็นหลวงปู่แต่งตัวมอซอ มีพูดขึ้นว่า “แหม๋...หุ่นหลวงตาองค์นี้หมาไม่แดก” ระหว่างเทศน์มีพระหลายองค์ฟังธรรม ไม่ได้ฉันข้าวก็มี เมื่อเทศน์จบก็มีพูดขึ้นว่า “แหม๋...วาทะของหลวงพ่อองค์นี้กินขาดเลยทีเดียว”...นี่มีทั้งนินทาและสรรเสริญมีหมด หลวงปู่วางใจเป็นกลาง

การออกเผยแผ่ธรรมตั้งแต่ครั้งแรก มีการบันทึกไว้อย่างดี หลวงปู่เทศน์เรื่อง “ฌานสมาบัติ” ซึ่งมีบางคนก็จ้วงจาบว่า “หลวงพ่อองค์นี้มาเทศน์เรื่องฌาน อันเป็นเรื่องต่ำๆ” ซึ่งคนไม่เข้าใจ เห็นเป็นของแปลกประหลาดเอามาเทศน์ ทั้งที่เป็นของวิเศษในพุทธศาสนา จะเห็นว่าการเผยแผ่ธรรมไม่ใช่เป็นของง่าย ตั้งแต่ไปขอเทศน์ก็มีคนจ้วงจาบหลวงปู่ไปทั่ว แต่หลวงปู่ไม่ถือสา แต่ถ้าจาบจ้วงเอาธรรมะของพระพุทธองค์ คงหนีวิบากกรรมไม่พ้น เมื่อจะจากนครไทยก็เอาต้นฉบับหนังสือหยั่งลงก้นมหาสมุทรคืน ภายหลังหลวงปู่ได้ตัดขาดความเป็นอาจารย์ลูกศิษย์กับ อาจารย์เชาวลิต (หาฟังได้ในเทป)

๒.วัดมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร

เพื่อทดแทนพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องการให้พระสงฆ์ในกรุงเทพฯ เขารู้ธรรมกันบ้าง ตัดสินใจออกจากวัดป่านาเบี้ย ด้วยผ้าจีวรเก่าๆ ผ้าฝ้ายเหลืองๆ ขาดมั่งไม่ขาดมั่งก็ชุนเอา และกระติกน้ำสะพายและมุ้งกลดเอาไปด้วย

เมื่อเข้าไปถึง ถามว่าหาตึกของ “สมเด็จพระพุฒาจารย์” หรือพระพิมลธรรม (อาจ ภาสโก) คนจังหวัดขอนแก่น (พระพิมลธรรมเป็นตำแหน่งของพระทางมหานิกาย) เมื่อเข้าไปใต้ตึกเข้ากราบพระปฏิมากรที่อยู่ใต้กุฏิ ที่นั่นมีพระมหาเปรียญหลายรูป นั่งห้อมล้อมกัน เขาก็ถามว่า มาเพื่ออะไร

หลวงปู่จึงบอกว่า เดินทางมาจากวัดป่านาเบี้ย อีก ๖ - ๗ วันจะมีงานวันวิสาขบูชาที่พุทธมณฑล จะมาขอเทศน์สักกัณฑ์หนึ่ง เผื่อว่าท่านเจ้าคุณพิมลธรรมจะช่วยได้ (หลวงปู่ไปวัดมหาธาตุฯ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ก่อนวันวิสาขบูชา มีพระพิมลธรรม ตอนนั้นรักษาการผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช จึงเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่จะมรณภาพเมื่อวันที่ ๘ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๒) พวกมหาในนั้นก็ถามแบบห้วนๆ ว่า “หลวงตาเรียนจบชั้นไหน” ตอบว่า “ธรรมเอก” จะเทศน์เรื่องอะไร ตอบว่า “อริยะสัจ ๔ หรือปฏิจจสมุปบาท ก็ได้ครับ”

พระในกลุ่มนั้นว่า “มองดูเงาหัวหรือเปล่า พวกเรานี้มีแต่ “มหาเก้า” นั่งอยู่แถวนี้ เทศน์อริยสัจ๔ ปฏิจจสมุปบาท กันปาวๆ...หลวงตาไม่ก้มดูเงาหัวตัวเอง มาอวดภูมิแบบนี้แหละ”

หลวงปู่ไม่ได้โกรธ “ผมมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมจะขอบอกท่านเสียหน่อยเผื่อว่าจะเป็นบาปเป็นกรรม คนที่เทศน์ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาทตามสภาวะได้ มีอรหันต์จำพวกเดียวนอกนั้นเทศน์ไม่ได้ หรือเทศน์ตามศัพท์บัญญัติเท่านั้น”

กลุ่มพระว่า “ขี้คุย” หัวเราะกันครึน หลวงปู่จึงบอกว่า “ท่านอย่าพูดหนักหน่วงขนาดนั้น นี่เป็นยอดพระธรรมของพระพุทธองค์ ผมสงสารพวกท่าน ผมกลัวไม่ถูกหัวผมมั๊ง ที่จ้วงจาบไปถูกยอดพระธรรมของพระองค์ มันจะไปถูกพวกท่าน เวรกรรมจะตามทัน ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง”

พระกลุ่มนั้นบอกว่า “อย่ามาเกี่ยว หลวงตาไม่มีสำรวมมาอวดตัว ที่นี่มีแต่มหาเปรียญ ๘-๙ อย่ามาขี้คุยแถวนี้” กลุ่มนั้นคงเห็นหลวงปู่ใส่จีวรเก่าๆ ห้อยกระติกเข้าไป คุยกันหลายเรื่อง

สุดท้ายหลวงปู่บอกว่าไม่ให้เทศน์ก็ได้ แต่จะขอเข้าพบท่านเจ้าคุณได้หรือไม่ พระนั้นตอบว่า “ไม่ดูเงาหัว ท่านเป็นพระของพระเจ้าแผ่นดิน มีตำรวจอารักขาไม่เห็นรึ จะเข้าไปได้อย่างไร” และสุดท้ายก็ไม่ให้พบ ตอนนั้นใกล้บ่าย ๓ โมง หลวงปู่จะขอพักที่วัดมหาธาตุสักคืน กลุ่มพระนั้นถามว่า “รู้จักใครมั่ง” หลวงปู่ตอบว่า “ผมไม่รู้จักใครครับ”

พระนั้นว่า “ไม่รู้จักใครจะพักได้ยังไง” หลวงปู่จึงบอกว่า “จะไปพักที่สนามหลวง” พระกลุ่มนั้นจึงว่า “หลวงตาก็แบบนี้แหละเขาจะจับสึกไม่รู้ตัว”

หลวงปู่จึงบอกว่า “ท่านทั้งหลายไม่มีเทวดาตนไหนหลอก ที่จะมาจับสึก ถึงแม้จะไปพักที่สนามหลวง สถานที่เขาห้ามหรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อมันมืดค่ำผมจำเป็น ความบริสุทธิ์จิตใจของผมนั้นเขาย่อมป้องกันเขาได้เอง ท่านอย่ามาห่วง หากผมป้องกันตนเองไม่ได้คงไม่เดินทางมาจากวัดป่านาเบี้ย” ไม่รู้ใครพูด “ไปๆ...หนีไปเลย”

ก่อนออกจากวัดมาเจอ “สำนักธรรมวิจัยในวัดมหาธาตุ” อีกนั่นแหละ เขียนติดป้ายต้องการนักเทศน์ (ต้องเป็นพวกเขาจึงจะรับ) เลยไปสมัครเพราะต้องการช่วยเหลือพุทธศาสนา ก็มีการสอบประวัติกันอีก ถามว่าจบธรรมชั้นไหน หลายอย่าง แต่เขาไม่ว่าอะไร

มีคนหนึ่งบอกว่าที่ต้องการให้เทศน์ในวันพระ มีญาติโยมเข้าฟังประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ คน หลวงปู่ถามว่า “มีพระเข้าฟังไหม” เขาตอบว่าไม่มี หลวงปู่บอกว่า “ถ้าไม่มีพระฟังธรรมะแสดงไม่ได้” เลยไม่รับและเดินทางกลับหล่มสัก พิษณุโลก

ความหวังดีของหลวงปู่ เลยไม่ได้ประโยชน์แต่ประการใด สำหรับกลุ่มพระที่จ้วงจาบหลวงปู่เป็นอย่างไร ก็ต้องหาฟังในเทป..ต่อจากนั้นหลวงปู่ได้ออกเทศน์ธรรมที่จังหวัดพิษณุโลก เทศน์ออกวิทยุถึง ๔ ครั้ง ที่จังหวัดเพชรบูรณ์จนได้รับทินนาม “โลกอุดร”

ทินนาม “โลกอุดร”
มีผู้ถามว่า “โลกอุดร” ใครเป็นผู้ตั้งให้ เป็นโยมพ่อ โยมแม่เป็นผู้ตั้งให้ หรือเปลี่ยนใหม่เอง หลวงปู่ตอบว่า เดิมเรียกกันคือ “อาจารย์บพิตร ธมฺมปาโล” ส่วน “ โลกอุดร” เมื่อตอนไปเผยแผ่ธรรมลูกศิษย์ลูกหาอยู่ที่พิษณุโลกเป็นผู้ตั้งให้”

ความหมายคำว่า “โลก” ก็คือ โลกแห่งความมืดมน, โลกกิเลสตัณหาอาสวะ คำว่า “อุดร” หมายถึง เหนือ รวมความหมายถึงเหนือจิตใจความมืดของตนเอง ไม่ใช่ความหมายการเหนือโลกขึ้นไปในท้องฟ้า

ส่วนการเขียนหนังสือ หลวงปู่เขียนใช้นามว่า “สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล” และนาม “โลกอุดร” นี้ ภายหลังหลวงปู่ถูกโจมตีจากศิษย์ของ “หลวงปู่เทพโลกอุดร” ที่เกิดขึ้นมาภายหลังที่หลวงปู่สาวกโลกอุดรได้ออกเผยแผ่ธรรม ระหว่างจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดเพชรบูณร์(รายละเอียดใน สาวกโลกอุดร ไม่ใช่ หลวงปู่เทพโลกอุดร)

การจำพรรษา และ เผยแผ่ธรรม
พ.ศ. ๒๕๓๕ หากนับตั้งแต่หลวงปู่ออกจากบ้านไป ตั้งแต่เริ่มบวชและธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ จากปี พ.ศ. ๒๕๒๓ จนบรรลุธรรมชั้นพระอรหันต์ จนในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ก็ประมาณ ๑๒ ปี จากนั้นหลวงปู่ได้กลับมาโปรดญาติโยม โดยพักอยู่ที่ “วัดชัยสุนทร” อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน

(เว้นจากที่หลวงปู่กลับบ้าน เนื่องจาก “ใบสุทธิพระ” ฉบับเก่าสูญหาย จึงได้เดินทางกลับมาที่วัดชัยสุนทรให้พระอุปัชฌาย์ได้ทำให้ใหม่ ระบุไว้วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ช่วงระยะเวลาดังกล่าว หลวงปู่อยู่ปฏิบัติธรรมที่ภูพาน ด่านแต้ จังหวัดสกลนคร)

จากนั้นหลวงปู่จึงได้ออกไปตามสถานที่ต่างๆ และจัดงานปริวาสกรรม แล้วแต่จะมีการนิมนต์ ออกเผยแผ่ธรรม พอสังเขป ดังนี้

พ.ศ. ๒๕๓๖ จำพรรษาที่ วัดส้างพระอินทร์ ตำบลพุ่มแก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม โดยพระมหาเชื้อเป็นผู้อาราธนานิมนต์และได้อยู่ที่นี่ระยะหนึ่ง ก่อนออกจากวัดส้างพระอินทร์ มีเทป “หลวงปู่ขอขมาโทษ อาจารย์สมชัย” (ฟังเทปแล้วประมวลเหตุการณ์ดู) พ.ศ. ๒๕๓๗ จำพรรษาที่วัดป่าศรีรัตนพุทธาราม บ้านโคกหินแฮ่ ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

๒๗ กุมภาพันธ์ - ๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ได้เป็นประธานจัดปริวาสกรรมขึ้นเป็นครั้งแรก

๒๕ พฤษภาคม - ๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๗ จัดงานปริวาสกรรมที่วัดป่าอุทุมพร บ้านนาม่วงท่า อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

๒๓ - ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ แสดงธรรมในงานปริวาสกรรมที่บ้านโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู

ก่อนที่จะออกจากบ้านโคกหินแฮ่ เรณูนครนั้น หลวงปู่ได้ไปบูชา “พระภูปอ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ศักดิ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ สังเกตเห็นว่าพระพัตร์ของพระพุทธรูปได้หันไปทาง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู

(สำหรับพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ภูปอ หลวงปู่ยังได้เทศน์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ต้องหาฟังดูในเทป) และได้มีนิมิตเกิดขึ้น มีรอยเท้าขนาดใหญ่ ขึ้นรอยเดียว ข้างกุฏิของหลวงปู่ ยาวประมาณ ๑ ศอก ลึกประมาณ ๑ เซนติเมตร ถ้าเป็นคนก็สูงประมาณต้นตาล โดยไม่มีคนมาทำ และหลวงพ่อสุด พุทญาโณได้ฝากของดีไปให้ คงจะเป็นหินปรอทดำกายสิทธิ์) เพื่อประกอบกับการขยายหลักธรรม หลวงปู่จึงจะย้ายออกจากวัดป่าศรีรัตนพุทธาราม ตอนนั้นได้รับการทัดทานจากชาวบ้าน แต่เนื่องจากมีข้อสัญญาว่า ถ้าหลวงปู่จะไปที่ไหน ใครจะขัดข้องไม่ได้ และหลวงปู่นั้นต้องการออกไปเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธองค์ จึงได้เดินทางออก

พ.ศ. ๒๕๓๘ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๐ จำพรรษาที่วัดเขาทองนพคุณ (ภูเก้า) บ้านตาดไฮ ตำบลโคกม่วง อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู โดยการนิมนต์ของหลวงพ่อสุด พุทญาโณ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสขณะนั้น (ปัจจุบันมรณภาพ) และชาวบ้านตาดไฮ ตอนนั้นมีเพียงหลวงพ่อสุดและเณรอีกองค์ ภายหลังจึงมีลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่เข้ามา

ช่วงระยะนี้ หลวงปู่ให้อนุญาต ให้จัดสร้างรูปหลวงปู่ (ไว้ห้อยคอ) และลูกตุ้มปรอทกายสิทธิ์ เพื่อขยายหลักธรรม เนื่องจากในขณะนั้นการเผยแผ่หลักธรรม “ของแท้ในพระพุทธศาสนา” ทำได้ยาก และก่อนออกจากวัดเขาทองนพคุณ ภูเก้า หลวงปู่ได้กล่าวไว้ถึงอานุภาพของฌาน ๙

๑๖ กุมภาพันธ์ – ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๘ แสดงธรรมในงานปริวาสกรรมที่วัดประดู่ทรงธรรม บ้านกุดอ้อ ตำบลหัวเรือ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม

๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้มีโอกาสแสดงธรรมที่พระอภิธรรมมงคลเทพมุนี วัดพระเชตุพน กรุงเทพมหานคร เนื่องในงานวิสาขบูชา จัดในห้องประชุมเล็กๆ ประมาณ ๕๐ – ๖๐ คน ทั้งพระ, อุบาสก,อุบาสิกาและเด็ก เข้าฟัง

๑๙ - ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ จัดงานปริวาสกรรม ที่สะโทยธรรมสถาน ตำบลวังสรรพรส อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ของพระอาจารย์ “เฑียรวิทย์ อัตตสันโต” ที่นี่นอกจากจัดปริวาสกรรมแล้ว ยังได้มีการสร้างวัตถุมงคลอีกด้วย

๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ แสดงธรรมงานธรรมสังสรรค์ วัดถ้ำพระโพธิสัตว์ ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ท่านได้แจ้งต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ว่าท่านจบกิจพรหมจรรย์แล้ว

๙ กุมภาพันธ์ - ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๐ จัดงานปริวาสกรรมที่ป่าช้า บ้านหนองจิก ตำบลหนองบัว อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ หลวงปู่ได้เดินทางมาเผยแผ่ธรรมในภาคกลาง เช่นกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และในบางครั้งหลวงปู่ได้เข้าพักที่วัดญาณเสน จังหวัดอยุธยา หลังจากที่ไปเผยแผ่ธรรม และที่นี่ พระอาจารย์สุชัย กิตติวังโส เจ้าอาวาสวัดญาณเสนได้สร้างเหรียญหลวงปู่ ให้ชื่อเหรียญว่า “พระครูเทพโลกอุดร” ประกาศให้ทราบว่า นี่เป็นพระอรหันต์ที่เผยแผ่ธรรมะของพระพุทธองค์จริงๆ ไม่ต้องการให้ชาวพุทธหลงทางไปเชื่อในอภินิหารซึ่งไม่มีจริง เหรียญได้นำไปแจกจ่ายตอนที่หลวงปู่อยู่ที่วัด “เทพโลกอุดร” เป็นครั้งแรก และเริ่มมีการสร้างวัตถุมงคล เจตนาเพื่อขยายหลักธรรม

แต่ก็มิวายที่จะถูกหนังสือพิมพ์ดังๆ โจมตีและพระภิกษุบางรูปต่อต้าน มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไป ตรวจสอบหลายครั้ง แต่ไม่มีใครสามารถตั้งอธิกรณ์หลวงปู่ได้เลย

พ.ศ. ๒๕๔๑ – พ.ศ.๒๕๔๒ จำพรรษา ณ ที่พักสงฆ์ บ้านซับกระทิงใต้ ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่นี่ได้มีลูกศิษย์หลวงปู่ได้นำคำสอนที่อัดเป็นเทปออกอากาศ รายการทางสถานีวิทยุ กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ คลื่นความถี่ am๑๓๕๐ khz เวลา ๓.๐๐ น.- ๔.๐๐ น.(สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑) เป็นประจำทุกคืน

๒๘ มกราคม ถึง ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๑ จัดงานปริวาสกรรมที่ป่าช้าบ้านนาน้อย ตำบลเหล่าพัฒนา อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๒ หลวงปู่ได้เป็นประธานในการเททองหล่อพระที่วัดโพธิ์ตะควน จังหวัดสุพรรณบุรี

๒๔ มีนาคม - ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓ จัดงานปริวาสกรรมที่ป่าช้าบ้านนาน้อยครั้งที่ ๒
หลวงปู่ได้เทศน์ในงานปริวาสครั้งนี้ไว้ว่า มีหนังสือพิมพ์โจมตี และสำนักเทพโลกอุดร ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมในบริเวณที่เลยวัดในป่าลึก มีการผลิตยาเสพติด ยาม้า ทำให้มีทางราชการเข้าไปตรวจสอบ อีกทั้งหลวงปู่ได้เทศน์บอกในภายหลังว่า มีพระผู้ใหญ่ได้แจ้งในการบุกรุกป่าสงวน จึงได้ออกจากที่นั่น พ.ศ. ๒๕๔๓ จะพรรษาที่วัดป่าโพธิ์ชัย บ้านหนองเปงตำบลฝั่งแดง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๔ หลวงปู่เดินทางไปโปรดญาติโยมที่ประเทศมาเลเซีย และในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ จำพรรษาที่สำนักสงฆ์บ้านหนองเรือ หมู่ ๑๐ ตำบล ท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา และที่วัดบ้านหนองเรือนี่เอง หลวงปู่ได้ “ปรินิพพาน” เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลาประมาณ ๑๑ โมงเช้า สิริรวมอายุได้ ๖๒ ปี ได้เผยแผ่ธรรมของพระพุทธองค์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๒ – พ.ศ.๒๕๔๔ รวมเวลา ๑๒ พรรษา

สำหรับเจดียสถานที่มีพระอัฐิธาตุของหลวงปู่ ที่ผู้เขียนไปสักการะ มี ๒ แห่ง ต่อไปอาจมีมากกว่านี้

๑) วัดบ้านหนองเรือ ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่หลวงปู่ปรินิพพาน เจดีย์อัฐิธาตุของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล ได้สร้างไว้ ณ สำนักสงฆ์บ้านหนองเรือ จังหวัดฉะเชิงเทรา

๒) สำนักสงฆ์เขาพระธาตุทองเพียร จังหวัดเพชรบุรี (กำลังก่อสร้าง)

ขอกราบขอบพระคุณผู้เรียบเรียง ที่ได้อนุญาตให้คัดลอกเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ “อัตชีวประวัติสาวกบารมีญาณ หลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล พระอรหันต์กึ่งพุทธกาล”...เรียบเรียงโดยฆราวาสผู้ใช้นามปากกาว่า “ธรรมะจากขุนเขา” ท่านได้อุทิศตนด้วยความอุสาหะเพื่อเรียบเรียงประวัติของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล ออกสู่สาธารณะ ด้วยการฟังจากพระธรรมเทศนาของหลวงปู่ทั้งหมดที่มีอยู่มากถึง ๔๐๐ – ๕๐๐ กัณฑ์ อีกทั้งได้ค้นคว้าหาข้อมูลและบันทึกภาพจากสถานที่จริง และจากการสัมภาษณ์ตัวบุคคล เช่น คุณบัณฑิต ดลอารมณ์ ซึ่งเป็นลูกชายของหลวงปู่ ทำให้สาธุชนรุ่นหลังผู้ใฝ่ธรรมแสวงหาธรรมะเพื่อการปฏิบัติให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ได้รับรู้ถึงอัตชีวประวัติอย่างละเอียดของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล พระอรหันต์กึ่งพุทธกาล