พระธรรมเทศนาเพื่อมรรคผลนิพพาน
ข้อแนะนำในการฟังธรรม
เราควรวางใจอย่างไรเพื่อให้เข้าถึงธรรม เพราะเป็นธรรมะที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
คำถามนี้เกิดขึ้นมากในหมู่ผู้ฟังธรรมใหม่ๆ คำตอบที่ตรงประเด็นที่สุดควรได้มาจากคนที่นำธรรมะนี้ไปปฏิบัติจริง จึงได้ถอดบทเรียนจากกลุ่มผู้ปฏิบัติทั้งบรรพชิตและฆราวาส ที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาหลายปี
๑. ทุกท่านใช้หลักธรรม คือ“กาลามสูตร” ซึ่งเป็นหลักการพิจารณาความเชื่อ ๑๐ ประการ ที่องค์เอกสัพพัญญูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประทานหลักการ ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงาย
๒. มีความเคารพในพระธรรม โดยการตั้งจิตเป็นกรอบไว้ว่าจะไม่ลบหลู่ ไม่กล่าวติเตียนในธรรม ฟังธรรมแบบไม่จ้องจับเอาข้อผิด แต่ฟังโดยถ้วนทั่วเพื่อจะได้รับรสพระธรรมคำสอนอย่างรอบด้าน โดยไม่จับใจความเฉพาะท่อนใดท่อนหนึ่งแล้วตัดสินผิดถูก
๓. ทำในใจให้หนักแน่นมั่นคง เปิดใจรับฟังธรรมแบบไม่ปฏิเสธในทันทีและไม่เชื่อในทันที แต่ฟังให้มาก พิจารณาเนื้อความ พิเคราะห์ ไตร่ตรองด้วยปัญญาในเบื้องต้น แต่ยังไม่ปลงใจเชื่อ ทดลองปฏิบัติสักระยะหนึ่ง อย่างเต็มกำลังด้วยการใช้หลักอิทธิบาท ๔ (ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) เข้าประกอบเพื่อเกื้อหนุนการปฏิบัติ
๔. วางใจในการปฏิบัติธรรมว่าเป็นหน้าที่ของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เพื่อพัฒนาจิตใจให้สูงยิ่งขึ้น คือเป็นวิธีคิดที่ช่วยส่งเสริมให้เราวางใจแบบเป็นกลางๆ
๕. วางสภาวธรรมที่เคยได้เคยถึง วางสิ่งที่เคยรู้ วางนิมิตทั้งหลาย เปรียบเหมือนเอาสิ่งของที่เต็มภาชนะออกก่อน(โดยไม่ได้ทิ้ง) เพื่อจะได้ใส่สิ่งของใหม่ลงไปในภาชนะได้อย่างไม่ปะปนกัน เพื่อการประมวลผล
๖. ธรรมบทใด ที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ ฟังแล้วสะดุ้งสะเทือน สั่นคลอนความรู้ ความเชื่อ ความศรัทธาที่มีอยู่เดิมชนิดพลิกฟ้าพลิกดิน ในประเด็นนี้คำตอบจากการถอดบทเรียน คือวางใจให้เป็นกลางๆ ไม่เชื่อและไม่ค้านทันที ให้วางไว้ก่อน อย่าตอบโต้ด้วยความขัดเคืองใจ การวางใจให้เป็นกลางๆ จะปลอดภัยที่สุดคือไม่ทำให้เสียบารมี
๗. การวางใจที่เป็นกลางๆ เป็นความสำคัญยิ่ง เพราะนั่นก็คือการวางใจในอุเบกขา เป็นใจที่สมควรแก่งานทางธรรม ฟังธรรมให้มากและลงมือปฏิบัติให้จริง กำลังของธรรมที่เราสร้างขึ้นในใจ รวมทั้งปัญญาทางธรรมที่ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น จะทำให้เราเข้าใจข้อธรรมและเนื้อความได้อย่างลึกซึ้ง ถึงเวลานี้จึงค่อยตัดสินใจปลงใจเชื่อหรือไม่เชื่อในพระธรรมเทศนาของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล
๑. ทุกท่านใช้หลักธรรม คือ“กาลามสูตร” ซึ่งเป็นหลักการพิจารณาความเชื่อ ๑๐ ประการ ที่องค์เอกสัพพัญญูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประทานหลักการ ไม่ให้เชื่อสิ่งใดๆ อย่างงมงาย
๒. มีความเคารพในพระธรรม โดยการตั้งจิตเป็นกรอบไว้ว่าจะไม่ลบหลู่ ไม่กล่าวติเตียนในธรรม ฟังธรรมแบบไม่จ้องจับเอาข้อผิด แต่ฟังโดยถ้วนทั่วเพื่อจะได้รับรสพระธรรมคำสอนอย่างรอบด้าน โดยไม่จับใจความเฉพาะท่อนใดท่อนหนึ่งแล้วตัดสินผิดถูก
๓. ทำในใจให้หนักแน่นมั่นคง เปิดใจรับฟังธรรมแบบไม่ปฏิเสธในทันทีและไม่เชื่อในทันที แต่ฟังให้มาก พิจารณาเนื้อความ พิเคราะห์ ไตร่ตรองด้วยปัญญาในเบื้องต้น แต่ยังไม่ปลงใจเชื่อ ทดลองปฏิบัติสักระยะหนึ่ง อย่างเต็มกำลังด้วยการใช้หลักอิทธิบาท ๔ (ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) เข้าประกอบเพื่อเกื้อหนุนการปฏิบัติ
๔. วางใจในการปฏิบัติธรรมว่าเป็นหน้าที่ของการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เพื่อพัฒนาจิตใจให้สูงยิ่งขึ้น คือเป็นวิธีคิดที่ช่วยส่งเสริมให้เราวางใจแบบเป็นกลางๆ
๕. วางสภาวธรรมที่เคยได้เคยถึง วางสิ่งที่เคยรู้ วางนิมิตทั้งหลาย เปรียบเหมือนเอาสิ่งของที่เต็มภาชนะออกก่อน(โดยไม่ได้ทิ้ง) เพื่อจะได้ใส่สิ่งของใหม่ลงไปในภาชนะได้อย่างไม่ปะปนกัน เพื่อการประมวลผล
๖. ธรรมบทใด ที่ฟังแล้วไม่เข้าใจ ฟังแล้วสะดุ้งสะเทือน สั่นคลอนความรู้ ความเชื่อ ความศรัทธาที่มีอยู่เดิมชนิดพลิกฟ้าพลิกดิน ในประเด็นนี้คำตอบจากการถอดบทเรียน คือวางใจให้เป็นกลางๆ ไม่เชื่อและไม่ค้านทันที ให้วางไว้ก่อน อย่าตอบโต้ด้วยความขัดเคืองใจ การวางใจให้เป็นกลางๆ จะปลอดภัยที่สุดคือไม่ทำให้เสียบารมี
๗. การวางใจที่เป็นกลางๆ เป็นความสำคัญยิ่ง เพราะนั่นก็คือการวางใจในอุเบกขา เป็นใจที่สมควรแก่งานทางธรรม ฟังธรรมให้มากและลงมือปฏิบัติให้จริง กำลังของธรรมที่เราสร้างขึ้นในใจ รวมทั้งปัญญาทางธรรมที่ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น จะทำให้เราเข้าใจข้อธรรมและเนื้อความได้อย่างลึกซึ้ง ถึงเวลานี้จึงค่อยตัดสินใจปลงใจเชื่อหรือไม่เชื่อในพระธรรมเทศนาของหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล

